Monday, April 18, 2016

พระพุทธอิสระ กับอุกเขปนียกรรม


เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเงียบไปได้ไม่กี่วันจากการยื่นฟ้องให้สืบสาวเรื่องเงินอุดหนุนพระสังฆราชกว่า 300 ล้านบาท... วันนี้ พระพุทธอิสระมาในแบบเดิมๆ  ยื่นฟ้องคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาท  และก็ฟ้ององค์เดิม คือท่านเจ้าคุณพระเมธีธรรมาจารย์ พร้อมกับแถมพ่วงไปอีก 3 ท่าน ด้วยข้อหาชักชวนฆราวาสและพระสงฆ์ทั่วประเทศมาขับตนออกจากหมู่สงฆ์  ทำให้ตนไม่เป็นที่ยอมรับของหมู่คณะ และไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย....



อ่านข่าวแล้ว ให้ความรู้สึกขันหน่อยๆ ปนกับความรู้สึกอ่อนใจกับผู้ที่สร้างข่าวและทำให้ตนเองเป็นข่าวขึ้นมาเนืองๆ...  จะทำอย่างไรนะ คนบางคนจึงจะรู้ว่า การที่ไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย หรือไม่เป็นที่ยอมรับของหมู่คณะนั้น มันเป็นเพราะพฤติกรรมของตนเองมากกว่า  ไม่ใช่เพราะใครเขาไปชักชวนกันมารุมกันขับไล่ได้  ...  ก็ถ้าตัวเองดีจริง  ถึงใครจะชวนใครให้มาขับไล่หรือให้เลิกคบขนาดไหน คนเขาก็คงยังอยากจะคบหาด้วย ไม่อยากเลิกคบหรอก  แต่เพราะตัวเองไม่น่าคบหา  เลยไม่มีใครอยากคบ  และก็ประกาศกันเป็นหมู่ทีเดียวว่าไม่คบหากับคนคนนี้...  แล้วไงล่ะ  ตกลงที่เดือดร้อนนี่ เป็นเพราะความประพฤติของตัวเอง หรือเป็นเพราะใครกันแน่



วันนี้ พระพุทธอิสระยังคงเป็นพระดังขวัญใจสื่อมวลชนไทยอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ... คงทำนองเดียวกันกับที่พระอริฏฐะ กับภิกษุณีถุลลนันทาเป็นคนดัง พระดังในยุคพุทธกาลนั่นเอง



อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้ที่ไม่รู้เกี่ยวกับวินัยสงฆ์ได้เข้าใจไปด้วย จึงขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้



อุกเขปนียกรรม เป็นเรื่องของสงฆ์ เป็นวิธีการที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้สงฆ์ใช้กับ “ภิกษุผู้เก้อ-ยาก ผู้ขวนขวายทำลายสงฆ์ หรือทำลายความสามัคคีของสงฆ์ คอยก่อกวน หามูลฟ้อง หาเรื่องให้ฝ่ายอาณาจักรเข้ามาแทรกแซงฝ่ายพุทธจักรตลอดเวลา  ทำให้พระภิกษุผู้มีศีลไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างผาสุก  ทั้งยังไม่เชื่อฟังคำตักเตือน คำชี้แนะของใคร”  ทั้งนี้ เพื่อเป็นการ “ลงโทษชั่วคราวเพื่อให้สำนึกผิด และกลับตัวเสียใหม่” ซึ่งหากสำนึกผิดและแก้ไขความประพฤติได้แล้ว คณะสงฆ์ก็จะทำสังฆกรรมเพื่อรับกลับเข้าหมู่คณะตามเดิม



เรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะของฝ่ายพุทธจักร ซึ่งฝ่ายอาณาจักรไม่มีสิทธิ์แทรกแซง  จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ทางสำนักพุทธฯ ชี้แจงต่อสาธารณชนว่า "ไม่ห้ามพระสงฆ์ทำอุกเขปนียกรรม และปัพพาชนียกรรม ต่อ พุทธอิสระ เพราะเป็นเรื่องของสงฆ์"



เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของสงฆ์ ไม่เกี่ยวกับฆราวาส ทางท่านเจ้าคุณพระเมธีธรรมาจารย์ท่านก็ไม่ได้มาประกาศเชิญชวนให้ฆราวาสมาร่วมกันขับไล่อะไรแบบที่พระพุทธอิสระกล่าวหาเลย  ความจริง  พระพุทธอิสระเองต่างหากที่ไปขอให้ฝ่ายประชาชนมาร้องเรียนให้ฝ่ายอาณาจักรเอาผิดกับคณะสงฆ์ที่ลงอุกเขปนียกรรมตนเอง (http://www.thairath.co.th/content/602596)  จึงอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่า การที่พระพุทธอิสระฟ้องร้อง กล่าวหาว่าท่านเจ้าคุณพระเมธีธรรมาจารย์ ไปชักชวนให้ฆราวาสและหมู่สงฆ์มาขับไล่ตนนั้น เป็นการเบี่ยงประเด็นของคนพาลที่พยายามจะหาเรื่องอื่นมากลบฝังความผิดพลาดของตัวเองเสียมากกว่าหรือเปล่า ??? 



สิ่งที่ตนทำ ผู้อื่นไมได้ทำ กลับไปฟ้องร้อง กล่าวหาว่าคนอื่นทำ .... เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน 



ต่อข้อถามที่ว่าพระสงฆ์ที่ไม่ได้อยู่ในวัดเดียวกันสามารถทำอุกเขปนียกรรมต่อพระพุทธอิสระได้หรือไม่นั้น  ตอบว่า ทำได้  เพราะถือเป็นสังวาสเดียวกันคือมหานิกาย  เป็นการกระทำโดยชอบธรรม  ไม่ใช่การบังคับให้จำยอมอยู่ในอำนาจโดยผิดธรรมวินัยอย่างที่พระพุทธอิสระกล่าวหาแต่อย่างใด



ความจริงในพระวินัยท่านกำหนดวิธีแก้ไขไว้ด้วยว่า  ในกรณีที่สงฆ์จะลงอุกเขปนียกรรม หรือลงอุกเขปนียกรรมแล้วต่อพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง  ก็เป็นหน้าที่ของ พระอุปัชฌาย์  อาจารย์  หรืออันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริกของภิกษุรูปนั้นจะขวนขวายช่วยเหลือ เพื่อให้สงฆ์ยกเลิกการลงอุกเขปนียกรรมนั้นเสีย  โดยอาจตักเตือนให้พระภิกษุรูปนั้นกลับตัวกลับใจ  แก้ไขทิฏฐิ ให้กลับเป็นผู้มีศีลเสมอกันและทิฏฐิเสมอกันต่อหมู่สงฆ์  แต่ก็น่าสังเกตว่า ในกรณีของพระพุทธอิสระนี้ กลับไม่มีภิกษุรูปใดแสดงตัวเป็น อุปัชฌาย์  อาจารย์ อันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริก ที่จะมาช่วยไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งนี้ต่อหมู่สงฆ์เลยแม้แต่รูปเดียว...



เรื่องนี้ น่าจะบ่งบอกให้ทราบหรือเปล่าว่า  ท่านพุทธอิสระอาจเป็นผู้ที่ไม่เชื่อฟังใคร  หรือไม่มีใครสามารถจะแนะนำได้แล้วก็เป็นได้ จึงได้ปล่อยให้สงฆ์ลงทัณฑ์ท่านอย่างนั้นโดยไม่มีผู้ช่วยเหลือป้องกัน ??? 



สุดท้าย พระพุทธอิสระก็หันไปอาศัยฝ่ายอาณาจักร  จะร้องเรียนให้มาแทรกแซงก้าวก่ายกิจการของพุทธจักรอีกครั้ง ซึ่งคงต้องรอดูต่อไปว่า ทางฝ่ายอาณาจักรจะเอาด้วยไหม  ถ้ารับฟ้อง  ก็แปลว่าฝ่ายอาณาจักรทำเกินหน้าที่  เข้ามาแทรกแซงฝ่ายพุทธจักรในกิจการที่กระทำโดยชอบด้วยธรรมวินัยแล้ว...

Sunday, April 10, 2016

เจ้าของ blog

นามปากกา "อิสระ รักดี"  เป็นชื่อที่ผสมผสานระหว่างนิสัยใจคอของผู้เขียนกับชื่อภาษาจีนที่แม่ตั้งให้