เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากเงียบไปได้ไม่กี่วันจากการยื่นฟ้องให้สืบสาวเรื่องเงินอุดหนุนพระสังฆราชกว่า
300 ล้านบาท... วันนี้ พระพุทธอิสระมาในแบบเดิมๆ
ยื่นฟ้องคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาท
และก็ฟ้ององค์เดิม คือท่านเจ้าคุณพระเมธีธรรมาจารย์ พร้อมกับแถมพ่วงไปอีก 3
ท่าน ด้วยข้อหาชักชวนฆราวาสและพระสงฆ์ทั่วประเทศมาขับตนออกจากหมู่สงฆ์ ทำให้ตนไม่เป็นที่ยอมรับของหมู่คณะ และไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย....
อ่านข่าวแล้ว
ให้ความรู้สึกขันหน่อยๆ ปนกับความรู้สึกอ่อนใจกับผู้ที่สร้างข่าวและทำให้ตนเองเป็นข่าวขึ้นมาเนืองๆ... จะทำอย่างไรนะ คนบางคนจึงจะรู้ว่า
การที่ไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย หรือไม่เป็นที่ยอมรับของหมู่คณะนั้น
มันเป็นเพราะพฤติกรรมของตนเองมากกว่า
ไม่ใช่เพราะใครเขาไปชักชวนกันมารุมกันขับไล่ได้ ...
ก็ถ้าตัวเองดีจริง
ถึงใครจะชวนใครให้มาขับไล่หรือให้เลิกคบขนาดไหน คนเขาก็คงยังอยากจะคบหาด้วย
ไม่อยากเลิกคบหรอก
แต่เพราะตัวเองไม่น่าคบหา
เลยไม่มีใครอยากคบ
และก็ประกาศกันเป็นหมู่ทีเดียวว่าไม่คบหากับคนคนนี้... แล้วไงล่ะ
ตกลงที่เดือดร้อนนี่ เป็นเพราะความประพฤติของตัวเอง หรือเป็นเพราะใครกันแน่
วันนี้
พระพุทธอิสระยังคงเป็นพระดังขวัญใจสื่อมวลชนไทยอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ... คงทำนองเดียวกันกับที่พระอริฏฐะ
กับภิกษุณีถุลลนันทาเป็นคนดัง พระดังในยุคพุทธกาลนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม
เพื่อให้ผู้ที่ไม่รู้เกี่ยวกับวินัยสงฆ์ได้เข้าใจไปด้วย
จึงขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้
อุกเขปนียกรรม
เป็นเรื่องของสงฆ์ เป็นวิธีการที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้สงฆ์ใช้กับ
“ภิกษุผู้เก้อ-ยาก ผู้ขวนขวายทำลายสงฆ์ หรือทำลายความสามัคคีของสงฆ์ คอยก่อกวน
หามูลฟ้อง หาเรื่องให้ฝ่ายอาณาจักรเข้ามาแทรกแซงฝ่ายพุทธจักรตลอดเวลา
ทำให้พระภิกษุผู้มีศีลไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างผาสุก ทั้งยังไม่เชื่อฟังคำตักเตือน
คำชี้แนะของใคร” ทั้งนี้ เพื่อเป็นการ
“ลงโทษชั่วคราวเพื่อให้สำนึกผิด และกลับตัวเสียใหม่” ซึ่งหากสำนึกผิดและแก้ไขความประพฤติได้แล้ว
คณะสงฆ์ก็จะทำสังฆกรรมเพื่อรับกลับเข้าหมู่คณะตามเดิม
เรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะของฝ่ายพุทธจักร
ซึ่งฝ่ายอาณาจักรไม่มีสิทธิ์แทรกแซง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม
ทางสำนักพุทธฯ ชี้แจงต่อสาธารณชนว่า "ไม่ห้ามพระสงฆ์ทำอุกเขปนียกรรม
และปัพพาชนียกรรม ต่อ พุทธอิสระ เพราะเป็นเรื่องของสงฆ์"
เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของสงฆ์
ไม่เกี่ยวกับฆราวาส ทางท่านเจ้าคุณพระเมธีธรรมาจารย์ท่านก็ไม่ได้มาประกาศเชิญชวนให้ฆราวาสมาร่วมกันขับไล่อะไรแบบที่พระพุทธอิสระกล่าวหาเลย ความจริง
พระพุทธอิสระเองต่างหากที่ไปขอให้ฝ่ายประชาชนมาร้องเรียนให้ฝ่ายอาณาจักรเอาผิดกับคณะสงฆ์ที่ลงอุกเขปนียกรรมตนเอง
(http://www.thairath.co.th/content/602596) จึงอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่า
การที่พระพุทธอิสระฟ้องร้อง กล่าวหาว่าท่านเจ้าคุณพระเมธีธรรมาจารย์ ไปชักชวนให้ฆราวาสและหมู่สงฆ์มาขับไล่ตนนั้น
เป็นการเบี่ยงประเด็นของคนพาลที่พยายามจะหาเรื่องอื่นมากลบฝังความผิดพลาดของตัวเองเสียมากกว่าหรือเปล่า
???
สิ่งที่ตนทำ
ผู้อื่นไมได้ทำ กลับไปฟ้องร้อง กล่าวหาว่าคนอื่นทำ .... เป็นเรื่องแปลกแต่จริง
ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน
ต่อข้อถามที่ว่าพระสงฆ์ที่ไม่ได้อยู่ในวัดเดียวกันสามารถทำอุกเขปนียกรรมต่อพระพุทธอิสระได้หรือไม่นั้น ตอบว่า ทำได้
เพราะถือเป็นสังวาสเดียวกันคือมหานิกาย เป็นการกระทำโดยชอบธรรม ไม่ใช่การบังคับให้จำยอมอยู่ในอำนาจโดยผิดธรรมวินัยอย่างที่พระพุทธอิสระกล่าวหาแต่อย่างใด
ความจริงในพระวินัยท่านกำหนดวิธีแก้ไขไว้ด้วยว่า ในกรณีที่สงฆ์จะลงอุกเขปนียกรรม
หรือลงอุกเขปนียกรรมแล้วต่อพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
ก็เป็นหน้าที่ของ พระอุปัชฌาย์
อาจารย์ หรืออันเตวาสิก
หรือสัทธิวิหาริกของภิกษุรูปนั้นจะขวนขวายช่วยเหลือ เพื่อให้สงฆ์ยกเลิกการลงอุกเขปนียกรรมนั้นเสีย
โดยอาจตักเตือนให้พระภิกษุรูปนั้นกลับตัวกลับใจ แก้ไขทิฏฐิ
ให้กลับเป็นผู้มีศีลเสมอกันและทิฏฐิเสมอกันต่อหมู่สงฆ์ แต่ก็น่าสังเกตว่า ในกรณีของพระพุทธอิสระนี้
กลับไม่มีภิกษุรูปใดแสดงตัวเป็น อุปัชฌาย์
อาจารย์ อันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริก ที่จะมาช่วยไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งนี้ต่อหมู่สงฆ์เลยแม้แต่รูปเดียว...
เรื่องนี้ น่าจะบ่งบอกให้ทราบหรือเปล่าว่า ท่านพุทธอิสระอาจเป็นผู้ที่ไม่เชื่อฟังใคร หรือไม่มีใครสามารถจะแนะนำได้แล้วก็เป็นได้
จึงได้ปล่อยให้สงฆ์ลงทัณฑ์ท่านอย่างนั้นโดยไม่มีผู้ช่วยเหลือป้องกัน ???
สุดท้าย พระพุทธอิสระก็หันไปอาศัยฝ่ายอาณาจักร
จะร้องเรียนให้มาแทรกแซงก้าวก่ายกิจการของพุทธจักรอีกครั้ง
ซึ่งคงต้องรอดูต่อไปว่า ทางฝ่ายอาณาจักรจะเอาด้วยไหม ถ้ารับฟ้อง
ก็แปลว่าฝ่ายอาณาจักรทำเกินหน้าที่
เข้ามาแทรกแซงฝ่ายพุทธจักรในกิจการที่กระทำโดยชอบด้วยธรรมวินัยแล้ว...
